Make your own free website on Tripod.com
Poj
visit our sponsor
กรุณาสนับสนุนสปอนเซอร์ของเรา
Ploy









- เครื่องปรับอากาศ
- จะปลอบขวัญทารกร้องไห้อย่างไรดี
- ความอึดอัดในใจพ่อ
- หลีกเลี่ยงคนเมาเหล้าขับรถ
- เมื่อก๊อกน้ำรั่วหรือหยด
- ขับรถตอนกลางคืน
Parenting Tips

ทำอย่างไรให้ลูกปลอดภัยจากการถูกสุนัขกัด

เมื่อคุณพาลูกเดินออกจากบ้านไปปากซอย หรือลงจากรถเดินไปไหนต่อไหน ระหว่างทาง คุณจะพบเห็นสุนัขจรจัด นอนเล่น หรือเดินอยู่ตามถนนหนทางมากมาย บางครั้งพาลูกไป บ้านเพื่อนของคุณเองก็เถอะ อาจจะมีสุนัขที่เพื่อนเลี้ยงไว้เดินเข้ามาดมๆ หรือเห่าเสียงขรม ดังลั่น เด็กๆ เองส่วนมากก็ชอบเล่นกับสุนัขเสียด้วย สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อนเล่นกับ คนมานาน แต่บางครั้งก็อาจเกิดปัญหาได้กับลูกของเรา ถ้าเล่นด้วยความไม่ระมัดระวัง

หนทางที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการโดนสุนัขกัดก็คือ คุณพ่อคุณแม่ควรจะบอกลูกให้อยู่ห่างๆ สุนัขที่ลูกไม่คุ้นเคยถ้าเดินไปตามถนนในซอยหรือในหมู่บ้าน แล้วเจอสุนัขแปลกถิ่นเข้ามา บริเวณนั้น ลูกควรจะบอกให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ เพื่อจะได้ช่วยกันเตือนให้ระมัดระวัง เพราะเราไม่มีโอกาสทราบได้ว่า สุนัขแปลกหน้าตัวนั้น ฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว หรือยัง

นอกจากนั้น เด็กๆ ควรเล่นกับสุนัข โดยมีผู้ใหญ่คอยดูอยู่ใกล้ๆ และควรสอนให้ลูกทราบ ว่า ไม่ควรไปแกล้งสุนัข หรือไปข่มขู่สุนัขโดยไม่จำเป็น สอนลูกไม่ให้ไปจ้องตากับสุนัข เพราะสุนัขจะแปลความหมายว่า ลูกคุณต้องการหาเรื่องกับมัน เวลาที่เด็กๆ เล่นกันเอง ไม่ควรวิ่งเล่นใกล้สุนัข เพราะการวิ่งจะไปทำให้สุนัขนึกสนุกวิ่งไล่ตาม

สอนให้ลูกอยู่ห่างจากสุนัขที่กำลังกินอาหารอยู่ และสุนัขแม่ลูกอ่อนที่กำลังหวงลูก







ถ้าลูกรักเรียนไม่เก่ง

เคยสงสัยมั้ยว่าจะทำอย่างไรดี ถ้าลูกสาวหรือลูกชายของเราสอบได้เกรด C หรือ D ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เราก็พาลูกไปติวหรือลูกก็พยายามตั้งใจเรียนหนังสืออย่างเต็มความสามารถและอ่านหนังสือมากๆ แล้ว …แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ได้ลองพยายามหาทางช่วยเหลือลูกทุกวิถีทางแล้วหรือยัง? ลองถามตัวคุณดูสิว่า คุณพ่อคุณแม่ยอมรับความจริงง่ายๆ ได้หรือไม่ว่าลูกของเรานั้นมีความสามารถทางการศึกษา, วิชาการ เรียนหนังสือได้ในระดับใด

ลองหันมาตรึกตรองดูดีๆ ว่า ลูกของคุณแม่ทำสิ่งใดได้ดีที่สุด : ลูกสาวอาจสนใจทางด้านศิลปะ เช่น การวาดรูป, ปั้นรูป, ร้องเพลง เล่นละคร หรือลูกชายอาจมีความสนใจใฝ่รู้และมีความสามารถพิเศษทางการเล่นดนตรี, เล่นกีฬา หรือแม้แต่ออกแบบสวน หรือปลูกต้นไม้ได้ดีเยี่ยม ฉะนั้น การที่ลูกสาวลูกชายไม่สามารถสอบได้เป็นที่หนึ่ง หรือเรียนหนังสือเก่งโดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์, หรือวิทยาศาสตร์ นั้นไม่ได้หมายความว่า ในอนาคตจะไม่มีงานใดในโลกนี้ให้ลูกของคุณทำ

คุณแม่ช่วยคุณลูกค้นหาความสามารถตามธรรมชาติของเขาจะดีกว่า ว่ามีสิ่งใดที่ลูกรัก ลูกชอบ และเป็นสิ่งที่ลูกจะ ได้ใช้ความสามารถแสดงออกได้เต็มที่โดยไม่ยากนัก แต่ละคน ต่างก็มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัว เพียงแต่บ้างครั้งเราจะต้องค้นหา และเพ่งมองอย่างลึกซึ้งจริงๆ ที่จะพบ





เตรียมตัวไปโรงเรียนตอนเช้า โดยไม่ยุ่งยาก

การมีลูกวัยเข้าโรงเรียน และต้องแต่งตัวให้ลูกในตอนเช้าไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้น การที่จะเตรียมตัวให้ลูกพร้อมที่จะออกเดินทางไปโรงเรียนในตอน เช้าโดยไม่วุ่นวายนั้น ทางที่ดีที่สุด คือวางแผนล่วงหน้า ในแต่ละคืนก่อนเข้านอน คุณพ่อคุณแม่ควรจัดชุดนักเรียนของลูกให้พร้อม ที่จะใส่ในวันรุ่งขึ้น รวมทั้ง กางเกงใน, ถุงเท้า, รองเท้า, เข็มขัด และวางหวี หรือแปรงผมไว้ให้เรียบร้อย โดยแขวนชุดไว้หน้าตู้เสื้อผ้า วางถุงเท้า และอื่นๆ ในที่หยิบได้ง่ายๆ เช่น บน เก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้ง หรือมุมห้อง เมื่อลูกตื่นขึ้นมาในตอนเช้า หลังอาบน้ำ ก็จะหยิบเสื้อผ้ามาแต่งตัวได้ทันทีโดย ไม่ต้องหาโน่น หานี่ ให้ยุ่งยาก และเสียเวลาไปโรงเรียน






เริ่มรู้จักที่จะกลัวสิ่งต่างๆ

เป็นเรื่องปกติไหม ที่ลูกอายุ 2 ขวบเริ่มรู้จักที่จะกลัวสิ่งต่างๆ แล้วจะเป็นอย่างนี้ ตลอดไปไหมคะ?

เด็กๆ เริ่มเรียนรู้ที่จะกลัวสิ่งต่างๆ ควบคู่ไปกับพัฒนาการทางอารมณ์และสังคม ของเขา หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่า ยิ่งเด็กๆ เรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวของเขามากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะเริ่มเรียนรู้ที่จะ กลัวสิ่งต่างๆ มากขึ้น ในขณะที่เด็กวัย 2 ขวบจะเริ่มกลัวสิ่งที่เป็นวัตถุมีตัวตนจริงๆ เช่น อาจกลัวสัตว์ บางชนิด, กลัวรถไฟ, หรือกลัวเสียงดังๆ เช่น เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า, เสียงเครื่องบิน ที่บินต่ำและมีเสียงดังมาก

ต่อเมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เขากลัวนั้น เป็นเพียงวัตถุชนิดหนึ่ง และจะ ไม่ทำอันตรายต่อเขา ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยขึ้น ความหวาดกลัวของเขาก็จะ น้อยลงหรือไม่กลัววัตถุนั้นอีกต่อไป

เมื่อเขาอายุ 3 - 5 ขวบ เด็กๆ จะเริ่มหวาดกลัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการกลัวถึง สิ่งที่เขาจินตนาการขึ้นมาเอง หรือบางทีอาจจะกลัวการที่ต้องอยู่คนเดียวในความ มืด และอาจเก็บเอาไปฝันร้ายอีกด้วย

คุณพ่อคุณแม่ของลูกวัย 2 ขวบ อาจจะช่วยทำให้ลูกหายกลัวสิ่งต่างๆ ได้ ด้วยการ พาลูกไปทำความรู้จักคุ้นเคย จับต้อง, ให้ลูกได้ใกล้ชิดสิ่งที่ลูกกลัว ให้ลูกได้เรียน รู้สิ่งนั้นอย่างใกล้ชิด ลูกก็จะคลายความหวาดกลัวลงได้ค่ะ






จัดงานวันเกิดให้ลูกแบบสร้างสรรค์และสนุก

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากจัดงานวันเกิดให้ลูกรักรู้สึกสนุกสนานและทำให้ลูกได้ ใช้จินตนาการอย่างมีประโยชน์ ลองคำนึงถึงข้อต่างๆ ต่อไปนี้ดูนะคะ

  1. เลือกหัวข้อที่จะจัดงานวันเกิดที่น่าสนใจ และมีกิจกรรมสนุกๆ ที่เหมาะสม กับความสนใจของลูก

  2. ให้ลูกที่เป็นเจ้าของวันเกิดช่วยคุณพ่อคุณแม่วางแผนว่า ในงานวันเกิด จะทำอะไรกันบ้าง นอกจากนั้นลูกอาจช่วยคุณพ่อคุณแม่เขียนการ์ดเชิญใบ เล็กๆ ที่เป็นกันเอง แล้วช่วยตกแต่งห้อง หรือสถานที่ที่จัดงานวันเกิด

  3. ควรคำนึงว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นในวันเกิดนั้นมีความเหมาะสมกับอายุของลูก และที่แน่ๆ ควรจะสนุกสนานด้วย

  4. อธิบายให้ลูกทราบล่วงหน้าว่า งานวันเกิดเล็กๆ ที่น่าสนุกนี้จะจัดขึ้นโดยมี หัวข้อของงาน เช่น เน้นการแต่งกายสีส้ม (ให้ทุกคนที่มางานแต่งตัวสีส้ม - ถ้าลูกเกิดวันพฤหัส) หรือเป็นงานแฟนซีแบบการ์ตูน (ให้ทุกคนแต่งตัวตาม แบบการ์ตูนที่ตัวชอบ)

  5. ในการ์ดเชิญ (หรือจะใช้วิธีโทรศัพท์), ส่ง email หรือ ส่ง E-card ไปเชิญ ก็อธิบายในการ์ดสั้นๆ ด้วยว่า เป็นงานวันเกิดแบบไหน แล้วให้คุณพ่อคุณแม่ ของเด็กๆ ที่จะมาร่วมงานอธิบายให้ลูกเค้าฟังว่า เป็นงานแบบไหน แล้วจะทำ กิจกรรม หรือเล่นเกมส์อะไรกันบ้าง อย่างสั้นๆ ก็ได้ เพื่อจะได้เข้าใจกันล่วงหน้า

  6. เชิญคุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆ ที่มางาน ให้อยู่ร่วมงานด้วยเพื่อความสนุกสนาน และรู้จักกันดียิ่งขึ้น








สอนลูกให้รู้จักระบายความโกรธในทางที่เหมาะสม

เด็กๆ ต้องการแสดงออกว่าเขากำลังโกรธ ไม่พอใจ ยามที่เขารู้สึกอย่างนั้นคุณพ่อคุณแม่เอง ควรหาทางเตรียมรับมือกับลูกยามที่มีอารมณ์ไม่ดี หรือกำลังมีความรู้สึกกดดัน เพื่อให้ลูกได้ระบายความไม่พอใจนั้นออกมาในทางที่เหมาะสม และคุณเองยอมรับได้

แนวทางกว้างๆ ที่คุณควรยึดถือ เพื่อช่วย ลดระดับดีกรีความโกรธของลูกให้ลดน้อยลง

  1. คุณพ่อคุณแม่ควรอดทนและใจเย็นกับลูกในขณะที่พยายามหาหนทางให้ลูกได้ระบายความกดดัน หรือความโกรธออกมา

  2. คุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกๆ ยามเมื่อคุณโกรธลูก โดยเฉพาะถ้าคุณให้เกียรติ ในตัวลูก

    ไม่ทำให้ลูกรู้สึกตัวว่าผิดอยู่ตลอดเวลา ฟังความคิด ความรู้สึกของลูก ลูกก็จะให้ความเคารพนับถือ ในตัวคุณพ่อคุณแม่มากยิ่งขึ้น

  3. ถ้าลูกของคุณโต้กลับ, เถียง หรือด่าว่าคุณพ่อคุณแม่ คุณควรอธิบายให้ลูกทราบว่า เป็นการ กระทำที่ไม่เหมาะสม และชี้แจงว่าลูกทราบว่า การกระทำนี้จะส่งผลที่ตามมาอย่างไรบ้าง
เด็กๆ จำเป็นจะต้องได้แสดงออกถึงความโกรธ ความกดดันออกมาเสียบ้าง เพื่อที่จะได้ ไม่รู้สึกเก็บกด เคียดแค้นภายในจิตใจเป็นเวลานาน แต่จะต้องระบายออกมาในทาง ที่สร้างสรรค์และเหมาะสมค่ะ






ให้ "เวลา" เป็นของขวัญลูก

ถ้าลูกรักของคุณยังไม่เคยมีนาฬิกาปลุกเป็นของตัวเอง และลูกอายุ 8 ขวบขึ้นไป ก็ถึงเวลาแล้วล่ะค่ะที่หนูน้อยเหล่านี้จะมีไว้สักเรือนหนึ่ง เพราะนาฬิกาปลุกจะช่วยสอนลูกให้รู้จักเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบตื่นนอน และวางแผนจัดการกับกิจวัตรประจำ ในตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนให้เรียบร้อยด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ลองเลือกหาซื้อนาฬิกาปลุกที่มีรสนิยมเข้าลูกดูสิคะ เช่นมีรูปนักกีฬา หรือทำเป็นลูกฟุตบอลสำหรับลูกที่รักกีฬา หรือแบบการ์ตูนญี่ปุ่นน่ารักๆ ถ้าลูกสาวคุณชอบ โอกาสที่ลูกจะชอบและตื่นเต้นที่จะใช้ก็จะมีมาก เช้าวันรุ่งขึ้น คุณแม่อาจไม่ต้องเสียเวลาคอยปลุกลูกให้ตื่นไปโรงเรียนก็ได้ค่ะ






เพลงประกอบอาหารค่ำ

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ต้องการส่งเสริมให้ลูกรักรู้จักฟังเพลงคลาสสิคบ้าง หรือเพลงประเภทอื่นที่ โดยปกติลูกๆ จะไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่นัก ลองเปิดเพลงเหล่านี้ในช่วงทานอาหารค่ำสิคะ

โดยเมื่อใกล้จะถึงเวลาอาหารค่ำ คุณแม่ก็เปิดเพลงจากเทปหรือจากซีดีที่น่าสนใจสัก 2- 3 แผ่น แล้วก็เตรียมอาหารไปด้วย ลูกๆ ที่กำลังเล่นอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นหรืออาจกำลังช่วยคุณ แม่จัดโต๊ะอาหาร ก็จะได้ยินเสียงเพลงเหล่านี้ไปโดยปริยาย คนในครอบครัวก็จะเพลิด เพลินกับการรับประทานอาหารค่ำพร้อมเสียงเพลง และในไม่ช้าลูกๆ ก็จะคุ้นหูไปเอง….






ลูกวัยขวบครึ่ง - 3 ขวบชอบเล่นเลียนแบบ

ช่วงนี้จะเป็นวัยที่ลูกคุณชอบแอบหยิบไม้กวาดมากวาดบ้าน หรือคว้าผ้าเช็ด โต๊ะมาทำท่าเช็ดโน่นถูนี่บ้าง บางทีก็เอาไปเช็ดของเล่นตัวเองบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ เด็กๆ วัยนี้จะสนใจในกิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ทำ เป็นประจำสักระยะหนึ่งประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ ก่อนที่แกจะหันเหความสนใจ ไปเลียนแบบกิจกรรมอื่นๆ ของคุณในอาทิตย์ถัดไป

ทั้งนี้เป็นการฝึกทักษะ หรือใช้ความคิดในสิ่งที่แกกำลังเรียนรู้ว่า กิจกรรมนั้นๆ จะนำมาปฏิบัติอย่างไร ฉะนั้น คุณควรปล่อยให้แกช่วยงาน บ้านคุณไปเถอะค่ะ แต่อย่าลืม กล่าวชมเชย ให้กำลังใจลูกด้วยนะคะ เพราะจะทำให้ลูกเกิดความเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเองมากขึ้น แล้วก็ค่อยๆ บอกลูกว่า โตขึ้นอย่าลืมขยันทำความสะอาดบ้านแบบนี้บ่อยๆ ด้วยล่ะ






ค้นหาความสามารถพิเศษของลูก

แนะนำลูกให้รู้จักกับกิจกรรมประเภทต่างๆ เพื่อหาประสบการณ์ ไม่ว่าจะ เป็นพาไปดูละคร, ดูคอนเสิร์ต, ชมการแสดงต่างๆ, ดูกีฬาชนิดต่างๆ หรือแม้แต่การเย็บปักถักร้อย เปิดหูเปิดตาให้กว้างรับฟังลูก สังเกต ลูกว่าสนใจกิจกรรมชนิดใดเป็นพิเศษ จนถึงกับอยากจะศึกษาหา ความรู้ในด้านนั้นเพิ่มเติม หรือมีใจอยากเรียนรู้การเล่นกีฬาชนิด นั้นๆ ที่คุณพาลูกไปรู้จัก แต่พึงระลึกไว้อย่างหนึ่งว่า การที่คุณอยาก จะเป็นนักเปียโนมืออาชีพออกคอนเสิร์ตเอง ไม่ได้หมายความว่าลูก คุณจำเป็นจะต้องทำในสิ่งที่คุณอยากทำ






แต่งตัวลูกให้สะดุดตา จำง่าย เพื่อกันหลง

ถ้าหากว่าคุณแม่จะต้องพาลูกไปในที่กว้าง แต่คนพลุกพล่าน แน่น และถ้าเกิด พลัดหลงกันคงจะหากันยากเป็นแน่ เช่น งานแฟร์ต่างๆ, งานนิทรรศการ, ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่เด็กๆ ชอบมองดูโน่นดูนี่ แล้วหันมาอีกที อ้าว! คุณแม่ของหนูหายไปไหนแล้ว หรือว่าอาจจะเห็น แต่เห็นกันไกลๆ จนเจ้าตัวน้อยต้องวิ่งตามหาคุณแม่คุณพ่อ หรือในทางกลับกันคุณแม่อาจ ต้องเป็นฝ่ายรีบตะคุรบตัวลูกอย่างว่องไว ก่อนที่คุณลูกจะเดินหลงไปทิศไหนก็ไม่รู้

ฉะนั้น เป็นการดี ถ้าคุณแม่จะแต่งตัวให้ลูกๆ ด้วยสีสันสดใส สะดุดตา เป็นโทนเดียวกันหมด เรียกว่ามองเห็นแต่ไกลแน่ หรือให้ลูกใส่หมวก อาจดูตลกแต่ก็คุ้มนะคะ ที่จะหาลูกได้ง่าย หรือคุณอาจลองใช้จินตนาการ ดูเองก็ได้ว่า จะแต่งให้ออกในแนวไหนดี ที่คุณจะเห็นลูกได้ง่าย และรวดเร็วที่สุด






วิธีสร้างความภาคภูมิใจให้ลูกรักวัยต่ำกว่า 6 ขวบ

เด็กๆ อายุต่ำกว่า 6 ขวบ ส่วนใหญ่จะสามารถทำอะไรด้วย ตัวเองได้หลายอย่าง เช่น ขี่จักรยาน, เปิดฝากล่องอาหาร, ผูกเชือกรองเท้า และกระโดดขาเดียวได้

นี่คือวิธีช่วยส่งเสริมให้ลูกรักของคุณมีความรู้สึกรักและภาคภูมิใจในตัวเอง

  • บอกลูกทุกวันว่าคุณรักเค้าที่สุดในโลกโดยไม่มี เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
  • พูดคุยกับเค้าและฟังสิ่งที่ลูกพูดโต้ตอบด้วยบ่อยๆ
  • บอกลูกให้ชัดเจนว่าสิ่งไหนทำได้ และสิ่งไหนที่ คุณไม่ยอมรับ
  • พูดชื่นชมลูกบ่อยๆ โดยเฉพาะต่อหน้าคนอื่น
  • พูดให้กำลังใจในความพยายามของลูก ถึงแม้ว่าลูกจะทำสิ่งนั้นไม่สำเร็จ
  • ยื่นโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจเลือกบางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเอง
  • ชวนลูกทำกิจกรรมต่างๆ และเล่นด้วยกับลูกบ่อยๆ เพื่อช่วยให้ลูกพัฒนาความสามารถทางร่างกาย






    วิธีป้องกันไม่ให้ลูกกินยาผิดโดยไม่ตั้งใจ

  • หลีกเลี่ยงการกินยาต่อหน้าเด็กๆ (เพื่อเด็กจะได้ไม่คิดว่าเป็นอาหารที่กินเมื่อไหร่ก็ได้)

  • บอกลูกว่า "นี่คือ ยา ไม่ใช่ขนม ท้อฟฟี่ หรือลูกกวาด"

  • เก็บยาไว้ในกล่องยาดั้งเดิมเสมอ

  • อย่าดึงป้ายบอกชื่อยาออกจากขวดยา และอ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนให้ยาลูก

  • เก็บยาทุกชนิดให้พ้นมือเด็ก







  • ฝึกลูกให้เป็นนักเล่าเรื่อง

    คุณสามารถช่วยเพิ่มทักษะให้ลูกคุณเป็นนักเล่านิทาน หรือเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้ ด้วยการกระตุ้นเค้าให้เล่าเหตุ การณ์ชีวิตประจำวันในโรงเรียนของแต่ละวันที่ผ่านมาให้คุณฟัง ส่วนคุณเองก็เล่านิทานหรือเรื่องราวเกี่ยวกับตัวคุณเมื่อสมัยเด็กๆ ที่คุณรับฟังมาจากคุณพ่อคุณแม่, คุณตาคุณยายของคุณให้เค้า ฟังด้วยเช่นกัน พยายามทำให้ติดเป็นนิสัยหรือความเคยชิน ในการแชร์กันเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอมาในแต่ละวัน อาจจะเป็นในช่วงก่อนนอนหรือตอนทานอาหารค่ำด้วยกัน

    นอกจากนั้นชักชวนให้ลูกคุณพูดคุย ซักถามเรื่องราวต่างๆ จากคุณปู่/ย่า, คุณตา/ยาย เพราะเด็กๆ อาจอยากทราบว่า คุณพ่อคุณแม่ของเค้าพบกันครั้งแรกเมื่อไหร่, ตอนแรก เกิดเป็นอย่างไร, นิสัยตอนเด็กๆ เป็นอย่างไร ซนเหมือน เค้าหรือไม่ และแตกต่างจากเค้าตอนเป็นเด็กๆ มากน้อยแค่ไหน? (อย่าเล่าว่าคุณตื่นนอนตีห้าเพื่อ ไปโรงเรียนและอ่านหนังสือจนถึงเที่ยงคืนเพื่อให้สอบ ได้เป็นที่หนึ่ง - เด็กๆ เค้าไม่อยากฟังและไม่ค่อยเชื่อหรอกค่ะ!)








    มุมการกุศล : Charity area





    visit our sponsor
    visit our sponsor


    Home | ข่าวสุขภาพ | การตั้งครรภ์-การคลอด | การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ | ทารกแรกเกิด - ๑ ขวบ
    เด็กวัย ๑-๕ ขวบ | Working Mom | การเงินในครอบครัว | สาระน่ารู้ภายในบ้าน | Dad's Corner


    maeaom@hotmail.com
    Thaiparents.com 2000
    All rights reserved