Make your own free website on Tripod.com

Poj
visit our sponsor
visit our sponsor

Ploy












คุยกับคุณลุงใหญ่
ผศ.ดร.จำรูญOnline


     ผศ.ดร.จำรูญ พริกบุญจันทร์     อดีตรองอธิการสถาบันราชภัฏเพชรบุรี วิทยา ลงกรณ์, ปัจจุบัน: ผู้อำนวยการโรงเรียนอุดมศาสตร์พัฒนา, การศึกษา: กศ.บ., น.บ.และ Ed.D ปริญญาเอก ด้านการศึกษา (Curriculum & Instruction) จาก West Virginia University at Morgan Town, USA ขอเชิญถามเกี่ยวกับข้อคิดเห็นในด้านการศึกษา, การเรียนการสอนในเด็กเล็กและเด็กโต, พฤติกรรมการเรียนของเด็กๆ รวมทั้งปัญหาต่างๆ ในการไปโรงเรียนของเด็กๆ


เชิญส่งคำถามมาได้ที่ maeaom@hotmail.com


ไปหัวข้อคำถาม  หน้าที่   1   2

12.หลานไม่ชอบอ่านหนังสือและทำการบ้าน ทำไงดีครับ?
13.ส่งลูก 2 คนไปให้คุณตาคุณยายเลี้ยงที่ต่างจังหวัด
14.ส่งลูกไปเรียนดนตรีดีมั๊ย
15.อยากให้ช่วยแนะนำ รร. วาดรูป และดนตรีครับ
16.หลานเป็นคนเก็บตัวทำอย่างไรดีคะ
17.จะเลือกรร.อนุบาลแนวไหนให้ลูกดีคะ

18.ควรเปลี่ยนโรงเรียนดีหรือไม่
19."ลูกชอบทะเลาะกัน"
20.ขอความเห็นเรื่อง: การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต กับการเรียนครับ
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ที่นี่


หลานไม่ชอบอ่านหนังสือและทำการบ้าน ทำไงดีครับ?


สวัสดีครับคุณลุงใหญ่
ผมมีปัญหาที่จะเรียนปรึกษาปัญหาคุณหลานของผม น้องพีชเป็นเด็กที่ไม่ชอบทำการบ้านและอ่านหนังสือ ทุกครั้งที่คุณแม่หรือคุณยายนำมาให้ทำก็จะงอแงไม่ยอมทำบางครั้งถึงกับร้องไห้เสียใจ ตอนนี้อายุ 4 ขวบ อยู่อนุบาล 2 แล้ว ยังเขียนหนังสือไม่ค่อยได้ผิดกับพี่สาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันที่เข้าเรียนในรุ่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะว่าพ่อกับแม่ไม่เคยสอนหนังสือ เลยหรือเปล่า รบกวนคุณลุงช่วยชี้แนะด้วยครับ
คุณอาน้องพีช

***ตอบคุณอาน้องพีช***
น้องพีชอายุ 4 ขวบ อยู่ อ. 2 เป็นเด็กไม่ชอบทำการบ้านและอ่านหนังสือ เขียนหนังสือไม่ค่อยได้ เมื่อให้ทำการบ้านและอ่านหนังสือก็จะงอแง บางครั้งถึงกับร้องไห้…. ครับ, ฟังๆ ดูแล้วก็สงสารน้องพีชจริงๆ เพราะธรรมชาติของน้องพีชต้องการเล่น สนุกสนาน หรืออย่างน้อยก็ได้ฟังนิทานสนุกๆ หรือดูทีวีเพลินๆ ฯลฯ อันเป็นธรรมชาติของเด็กแทบจะทุกคน เมื่อให้เขาทำอะไรที่เป็นวิชาการซึ่งเด็กยังไม่เข้าใจว่า "เรียน" ทำไม แล้วมาเจอการบ้านที่ตัวเองไม่เข้าใจอีก ทำไม่ถูก ก็เหม็นเบื่อไปเลย พอโดนคาดคั้น ร้องไห้ดีกว่า……. คุณอาน้องพีชต้องช่วยแล้วล่ะครับ คุณอาพอจะมีเวลาให้หลานมั่งหรือเปล่า คงต้องมาสละเวลาดูแลแกหน่อยตอนที่กลับจากโรงเรียน ดูแล แนะนำ และทำกิจกรรมที่ครูสั่งให้แล้วเสร็จ โดยมีความเป็นคนใจเย็น อย่าโมโหโทโส และหากมีหนังสือเด็กๆ ที่มีขายกันเยอะแยะ - - แบบง่ายๆ ใช้ประโยคและคำซ้ำๆ เพื่อจูงใจเด็กให้หัดอ่าน มีภาพประกอบ หรือนิทานที่เรื่องดูน่าตื่นเต้น, ที่แสดงคุณธรรม, ที่มีบทสอนใจ ฯลฯ อ่านหรือเล่าให้ฟัง หรือร่วมทำกิจกรรมการบ้านประเภทต่างๆ เมื่อแกทำได้ ทำสำเร็จ ก็แสดงความชื่นชม ให้รางวัลบ้าง เป็นการจูงใจ ไม่ช้าไม่นานแกก็จะมีนิสัยรักเรียน, ทำการบ้าน แล้วให้ไปเล่น หรือดูทีวี พฤติกรรมดังกล่าวนี้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่น้องพีชร่วมมือด้วยก็จะยิ่งดีวิเศษ น้องพีชยังเด็กมาก อย่าเพิ่งให้เขาสมบุกสมบันกับวิชาการเลย ให้เขาสนุก และเรียนรู้ไปตามวุฒิภาวะและความพร้อม เขาจะมีความสุข แล้วเราก็พลอยสุขใจด้วยครับ

คุณลุงใหญ่


back
+++++++++++++++++++++


ส่งลูก 2 คนไปให้คุณตาคุณยายเลี้ยงที่ต่างจังหวัด


ตอนนี้มีความคับข้องใจบางอย่างที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือเปล่า ก็เกี่ยวกับลูกนั่นแหละค่ะ ขออนุญาตระบายให้ฟังนะคะ คือ ดิฉันมีลูก 2 คน ลูกสาวทั้งคู่ค่ะ คนโต 3ขวบครึ่ง ตอนนี้เรียนอนุบาลหนึ่ง คนเล็ก 7 เดือน

ด้วยภาระและเวลาของการทำงานที่ต้องเดินทางต่างจังหวัดค่อนข้างบ่อย ทำให้ต้องนำลูกทั้ง 2 คนไปให้คุณยายเลี้ยงที่ ตจว. ค่ะ เดิมคือคุณยายมาช่วยเลี้ยงให้ที่บ้าน แต่ท่านไม่ค่อยแข็งแรงและเป็นห่วงคุณตาซึ่งอยู่คนเดียว ก็เลยยื่นคำขาดว่าถ้าจะให้ลูกอยู่ที่นี่ ดิฉันต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงและรับส่งลูกคนโตเอง อย่างที่บอกแหละค่ะ เราไม่สามารถลาออกได้ ณ ขณะนี้ และคิดแล้วว่าลูกไปอยู่ที่นั่นน่าจะ OK เพราะมีคุณตาช่วยคุณยาย

และเด็กที่มาช่วยงานที่บ้านคุณตานั้นดูแลลูกคนโตได้ดีและลูกค่อนข้างเชื่อฟังเขา ค่ะ ก็เลยนำลูกไปทั้ง 2 คน คนเล็กมีพี่เลี้ยงจากศูนย์ไปเลี้ยงน้องด้วย ผลคือทุกคน happy โดยเฉพาะคุณตา-คุณยาย ลูกคนเล็กก็ดูมีความสุขเพราะเขาได้เจอคนเยอะ พี่เลี้ยงก็ชอบค่ะ ปัญหา คือ คนโต ซึ่ง ติดแม่มาก ดิฉันต้องโทร. ไปหา เช้า - เย็น และลูกก็จะร้องไห้ทุกวัน บ่นว่า " แม่ ลูกอยากกลับบ้านนันทวัน" จะเป็นช่วงเช้าและตอนหัวคำก่อนเข้านอนค่ะ

ดิฉันเองก็พยายามกลับไปทุกอาทิตย์เพราะสงสารลูก พอถึงวันอาทิตย์ลูกก็จะเริ่มรู้สึกใจหาย และบ่น " ไม่อยากให้แม่กลับบ้าน อยากให้แม่มาอยู่เยอะๆ" แต่ถ้าไม่โทร. ไป เขาก็จะต่อว่าค่ะ ทำไมแม่ไม่โทรมาลูกรออยู่

พยายามอธิบายและบอกเหตุผลว่าทำไมเขาต้องไปเรียนที่นั่น เขาเข้าใจนะคะ แต่ก็ยังร้องไห้ อ้อ! ลูกคนโต เค้าจะไม่ยอมให้ยายดูแลน้องเลย ถ้าเป็นช่วงหัวคำ และเสาร์-อาทิตย์ที่ดิฉันกลับไปก็เช่นกัน

แต่เริ่มดีขึ้นเพราะอธิบายว่าขอแม่ดูแลน้องแป๊บเดียว เดี๋ยวน้องหลับแม่ก็ดูแลลูก เค้าก็ OK. บางครั้งได้ยินลูกร้องมากๆ

ก็คิดเสียใจและไม่แน่ใจว่าตัวเองทำผิดหรือเปล่าที่ให้ลูกไปอยู่ห่างตัว แต่ถ้าให้เค้าอยู่ที่นี่ก็ไม่มีคนดูแลค่ะ

เขียนมาเล่าให้ฟังเผื่อจะมีคำแนะนำอะไรให้บ้างค่ะ ขอบคุณค่ะ
เหน่ง

**ตอบคุณแม่ที่น่าจะ Happy มากๆ : คุณเหน่ง
1) คุณแม่ฯ มีคุณตาคุณยายเป็นผู้ช่วยดูแลหลาน โดยปกติ ตา-ยาย นั้น การได้ดูแลหลาน ในขณะที่ท่านยังแข็งแรงพอ ท่านพอใจ สุขใจอย่างยิ่ง พ่อแม่ทุกคน รักลูกห่วงลูกจับจิตจับใจ เมื่อได้หลานมาเลี้ยงเป็น "ตัวแทน" ความรักนี้ ท่านก็ดีใจ และ happy ดังที่คุณเล่ามา

2) ลูกทั้ง 2 คน มีคุณตาคุณยายช่วยเลี้ยงให้ ดีที่สุดแล้ว ประกอบกับ โชคดีอีกอย่างหนึ่งคือ มีพี่เลี้ยงที่เป็นคนใกล้ชิดและเป็นคนดูแลตายายแล้ว ยังเข้ากับเด็กๆ ได้ด้วย ก็หมดกังวลไปอีกอย่างหนึ่ง

3) คุณแม่เอง ยังได้ทำงาน "งานคือชีวิต" มีงานทำก็เท่ากับ มีจิตวิญญาณอยู่พร้อม ยิ่งช่วงเศรษฐกิจอย่างนี้ การงานเป็นความจำเป็นของชีวิต เพราะจะต้องหาเงินมาเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ ต่อไป จึงไม่ต้องกังวลเรื่องลูกจนถึงกับลาออกจากงาน (เพราะลูกมีคนดูแลที่ดีพออยู่แล้ว)

4) ลูกได้เรียนรร.อนุบาลแล้ว ก็ขอให้ติดตามบ้าง การติดตามเรื่องราวของลูกที่โรงเรียนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเมื่อผู้ปกครองเอาใจใส่ ถามไถ่เรื่องราวของลูก ทางรร., ครูใหญ่, ครู ก็จะได้เอาใจใส่เพิ่มเติมขึ้น เรื่องการกินอาหารเป็นอย่างไร เรื่องการเข้ากับเพื่อนๆ เล่นสนุกกับเพื่อนๆ ดีไหม จิตใจอารมณ์ที่อยู่ที่โรงเรียนเป็นอย่างไร ฯลฯ คุณแม่มีสิทธิถามทางโรงเรียนได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะคุณแม่อยู่ไกลเช่นนี้ และอาจให้เบอร์โทร.ไว้ว่า เมื่อมีอะไรเป็นพิเศษ โปรดโทร.ให้ทางบ้านหรือคุณแม่ทราบ ก็จะช่วยทำให้คลายกังวล

5) ยามใดที่มีโอกาสไปเยี่ยมลูก - ไปบ่อยๆ หรือโทร.ไปตามสมควรและบอกเหตุผล ก็เป็นสิ่งที่คุณแม่ทำอยู่แล้ว ทำต่อไปเถิดครับ หรือไปแต่ละครั้ง หาโอกาสพาคุณตาคุณยาย คุณลูกๆ ทั้ง 2 (และพี่เลี้ยง) ไปเที่ยวด้วย ก็จะดียิ่ง เป็นทางให้คุณตาคุณยายได้สนุก สุขใจด้วย

"พ่อแม่เป็นพระในบ้าน" เราต้องบูชาพ่อแม่ของเราและปฏิบัติต่อท่านอย่างดีที่สุด ขอให้ Happy กันทุกคนครับ
ขอบคุณที่ให้เกียรติปรึกษามา

คุณลุงใหญ่


back
+++++++++++++++++++++


ส่งลูกไปเรียนดนตรีดีมั๊ย


สวัสดีค่ะ   
นี่เป็นครั้งแรกที่เข้ามาชม สนใจจะเรียนถามว่า ดิฉันได้อ่านหนังสือ เรื่อง " รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว" พบว่า ดิฉันสนใจที่จะให้ลูกสาว ที่มีอายุ 1 ขวบ ไปเรียน ดนตรี และเรียนภาษาอังกฤษ - จีน ไม่ทราบว่าคุณลุงมีคำแนะนำอย่าไรบ้างค่ะ และรบกวนถามที่เรียนของเด็กตตั้งแต่ 1 ขวบด้วยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ธัญนันท์

เรียนคุณธัญนันท์ :
"ส่งลูกไปเรียนดนตรีดีไหม"
ขอบคุณครับที่สนใจคอลัมน์นี้ คุณแม่บอกว่า ได้อ่านหนังสือ "รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว" คุณแม่ยอมรับใช่ไหมครับ

ทุกวันนี้มีการเตรียมความพร้อมเด็กตั้งแต่วัยก่อนอนุบาลมากขึ้น เพราะการเตรียมความพรอ้มเป็นสิ่งจำเป็น เด็กที่ได้มีการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าอนุบาลจะสามารถเรียนในชั้นอนุบาลได้อย่างมีความสุข ทำนองเดียวกัน ผู้ที่ได้เรียนอนุบาลก่อนเข้าเรียนประถม ก็ย่อมมีความ "คล่องตัว" ทุกอย่างในตอนเรียนชั้นประถม

สถานที่เตรียมความพร้อมวัยเด็กเล็กก่อนวัยอนุบาล (Nursery) นี้มีมากขึ้น คุณแม่สามารถจะไปสัมผัส เข้าไปสอบถาม และสังเกตดู ก่อนที่จะได้ตัดสินใจให้ลูกไปเรียน

โดยทั่วไป การเตรียมความพร้อมจะเน้นการพัฒนาทางกาย - อารมณ์จิตใจ - และสังคม มากกว่าทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้วิชาการ ทางกายก็เน้นการพัฒนากล้ามเนื้อให้ใช้ส่วนประกอบของร่างกายให้คล่องแคล่ว ทางอารมณ์ ครูก็จะให้ความรัก - ความอบอุ่น ความเมตตา เพื่อให้เด็กมีจิตใจที่มั่นคง ปลอดภัย กล้าคิด กล้าทำต่อไป ทางสังคม ก็ได้สัมผัสกับคนอื่นๆ มากขึ้น มีเพื่อน มีครู มีบุคคลอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง (แต่ยังไม่เน้นการเรียนรู้อะไรมากนัก) และมีกิจกรรมที่สนุกสนาน เช่นดนตรี, เกม, กิจกรรมเข้าจังหวะ, ว่าวน้ำ, ออกกำลังกาย, ฟังนิทานสนุกๆ, และของเล่นเสริมกำลังทั้งกายและสมองอีกมากมาย

คุณแม่ส่งลูกไปเรียนที่ใดก็ได้ที่คุณแม่มั่นใจ ส่วนการจะให้ลูกเรียนดนตรี ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน จริงๆ จังๆ นั้น รู้สึกเด็กอายุ 1 ขวบ จะหนักไปในช่วงวัยขนาดนี้ แต่จะเรียนรู้ - แบบใช้วิธีเล่นปนเรียนไปบ้างนั้น ก็ย่อมทำได้ ขออย่างเดียว อย่าให้เด็กเครียดกับการเรียน นะครับ

คุณลุงใหญ่


back
+++++++++++++++++++++


อยากให้ช่วยแนะนำ รร. วาดรูป และดนตรีครับ


อยากให้ช่วยแนะนำรร.สอนวาดเขียน ให้ลูกนัท
ขณะนี้อายุ 8 ขวบอยู่ ป.2 มีทักษะด้านการวาดใช้ได้ทีเดียว ส่วนดนตรีขณะนี้เรียนไวโอลีนอยู่ที่รร.ดนตรี แถวลาดพร้าว เรียนมาได้สามเดือนแล้วยังเล่นไม่ได้เลยอยากให้ช่วยแนะนำที่ดีๆให้ด้วย
ขอบคุณครับ
คุณพ่อน้องนัท

ตอบคุณพ่อน้องนัท
น้องนัทอายุ 8 ขวบ ชอบวาดเขียน และมีทักษะในด้านนี้สูง เห็นสมควรส่งเสริมและน่าภูมิใจกับคุณพ่อที่มีลูกชอบ - เก่งด้านนี้

อจ.สังคม ทองมี อาจารย์ศิลปะท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียง ได้กล่าวแนะนำส่งเสริมเกี่ยวกับศิลปะด้านนี้ว่า "……ขั้นแรกควรส่งเสริมตั้งแต่เข้าวัยเรียน หรือก่อนวัยเรียน ธรรมชาติของเด็ก รักในการคิด การประดิษฐ์ และจินตนาการ การขีดๆ วาดๆ ก็เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และมีความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เช่น การแสดงผลงานของเด็ก นิทรรศการศิลปะต่างๆ ที่น่าสนใจ ก็พาเขาไปดูไปชมงานนั้นๆ อันเป็นการปลูกฝัง บ่มเพาะจิตใจให้ชื่นชมในศิลปะ…" โรงเรียนสอนด้านนี้มีมากขึ้นในปัจจุบัน

ส่วนการเรียนดนตรี
ฟังดูแล้ว…น้องนัทเรียนไวโอลินได้ 3 เดือนยังเล่นไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่เป็นกังวลอยู่ อย่ากังวลเลยครับ ดนตรีเป็นยาวิเศษขนานเอกอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเขาชอบ เขาจะเรียนได้ดีแน่ๆ แต่ตอนนี้ไม่ทราบว่า เขาเรียนโดยความตั้งใจ ความต้องการของเขา หรือเป็นความต้องการของเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ จึงควรอดทนและรอสังเกตพฤติกรรมอีกสักหน่อยนะครับ

อาจารย์พิชัย ปรัชญานุสรณ์ อาจารย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านนี้ ได้กล่าวว่า "…ดนตรีเป็นอาหารทางใจ หรืออาหารทิพย์สำหรับการเพิ่มพลัง และสีสันแห่งชีวิต อีกทั้งเป็นโอสถขนานเอกที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ ตลอดจนบำบัดรักษาผู้ป่วยได้ ที่เรียกว่า ดนตรีบำบัด…"

ขอให้น้องนัทของคุณพ่อคุณแม่ เก่งทั้งสองอย่างนะครับ

อ.จำรูญ


back
+++++++++++++++++++++
ข้อมูลจากหนังสือ 108 กิจกรรมสร้างลูกให้เป็นเลิศ
ทำเนียบโรงเรียนสอนศิลปะ
1 โรงเรียนบ้านศิลปะเด็ก โทร. 252-5846, 252-8394
2 โรงเรียนศิลปะมหานาค โทร. 281-3946
3 โรงเรียนสมุดไท โทร. 246-4734, 246-4735
โรงเรียนสอนดนตรี
1 โรงเรียนจินตการดนตรี โทร. 254-7009, 253-9199 x 2648
2 โรงเรียนบ้านประชาชนดนตรี โทร. 375-7279
3 โรงเรียนพรหมประทาน โทร. 573-8866, 573-2612
ขออภัยล่วงหน้า ถ้าข้อมูลเปลี่ยนแปลงไป




หลานเป็นคนเก็บตัวทำอย่างไรดีคะ


สวัสดีค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของดิฉันที่ส่ง e-mail ถามปัญหานี้ ดิฉันเคยอ่านในหนังสือ Elle แล้วเจอ web นี้ ดิฉันมีปัญหาที่อยากจะรบกวนถามท่านหน่อยนะคะ

ดิฉันมีหลานอายุ 9 ขวบ เป็นลูกคนเดียว เวลาว่างๆ หรือวันหยุดเค้ามักจะดูบ้างเป็นบางครั้งแต่พอเผลอ เค้าก็มักจะเข้าไปอยู่ในห้องคนเดียว ถ้าเวลาที่ดิฉันนึกขึ้นมาได้ก็มักจะเรียกออกมาให้มาทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เช่น ดูทีวีบ้าง ทานขนมบ้าง

แต่ว่าเค้าจะออกมาสักครู่เดียวก็กลับเข้าไปอีก พอถามว่าเข้าไปทำอะไรก็บอกว่าเล่นคนเดียว ดิฉันอยากจะให้เค้าเป็นเด็กที่ร่าเริง และที่สำคัญเค้าเป็นคนที่เก็บความรู้สึกมากค่ะ ไม่ค่อยแสดงออกเวลาที่โกรธ หรือเสียใจ ดิฉันอยากได้คำแนะนำจากท่านค่ะว่าจะทำอย่างไรดี

ดิฉันเองก็อายุ 21 ปี ดิฉันก็พยายามที่จะเป็นทั้งเพื่อนและอาให้ดีที่สุด แต่หลานของดิฉันเองไม่พยายามที่จะเปิดใจนะค่ะ ขอรบกวนท่านช่วยตอบคำถามของดิฉันสักหน่อยนะคะ

อังคณา



ตอบคุณอังคณา
แหม! น่าชื่นใจมีอารักหลานอย่างนี้ หลานอายุ 9 ขวบ ลักษณะชอบเก็บตัว ชอบเข้าไปอยู่ในห้องคนเดียว แต่ฟังดูแล้วก็รู้ว่า คุณอา เอาใจใส่อย่างมาก ดีครับ เด็กต้องการความรัก ความอบอุ่น ฯลฯ

คุณอังคณาไม่ได้บอกว่า หลานไม่ได้อยู่กับคุณพ่อ - คุณแม่ หรืออย่างไร ปกติถ้าเด็กอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ เด็กก็จะสดชื่น ร่าเริง สนุก แม้คุณพ่อคุณแม่จะดุเป็นครั้งคราว เพราะสายใยแห่งความรักนั้นแน่นแฟ้น เด็กทั่วไปจึงไม่เก็บตัว

แต่หลานคนนี้คงอยู่กับคุณอา และคนอื่นๆ ก็อาจจะมีอาการคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ของเขา เด็กก็เลยอยากอยู่คนเดียว เล่นคนเดียว เงียบ ใช้ความคิดคำนึงไปถึงคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นได้ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วย และมีคุณอาอยู่และเอาใจใส่อย่างที่เล่าให้ฟัง ก็ต้องขอให้คุณอา "สวมวิญญาณครู" เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยนะครับ คือ

ปกติเด็กอายุ 9 ขวบ ชอบมีเพื่อนฝูง หรือชอบสนุกสนาน ชอบคุย ชอบซักถาม และซุกซน แต่เมื่อ "คุณหลาน" คนนี้ กลับชอบเก็บตัว ก็ต้องช่วยแกหน่อย เช่น

ให้เวลากับหลานมากขึ้น เอาใจใส่พฤติกรรมของเขามากขึ้น สังเกตมากขึ้น และร่วมกิจกรรมกับเขามากขึ้น กิจกรรมง่ายๆ แต่ต้องอาศัยการวางแผนด้วย เช่น กิจกรรมเล่านิทาน - หานิทานสนุกๆ เล่าให้ฟัง หารูปภาพสวยๆ หรือเอารูปของเขามาดูกัน แล้วชวนคุย ซักถาม ชอบ ไม่ชอบ ฯลฯ ชวนไปทานอาหาร ซื้อของนอกบ้าน เป็นครั้งคราว ชวนเข้าครัว ทำอาหาร ให้ช่วยล้างผัก เช็ดจาน ออกความคิดเห็น เรื่องอาหาร เรื่องขนม เป็นต้น เด็กก็จะสนุก และร่วมกิจกรรมอย่างมีความหมาย เพลิดเพลิน ได้ความรู้ และ ได้เจตคติที่ดี

นอกจากนั้นก็อาจชวนเด็กอื่นๆ มาร่วม เล่นเกม กิจกรรมสนุกๆ โดยมีคุณอาร่วมด้วย เด็กก็จะเริ่มปรับตัว และเห็นคุณค่าของการเข้าสังคม หลังจากเลิกเรียน ถ้าแกมาถึงก่อน หรือหลัง เมื่ออา - หลานคุยกัน อาก็ออกปากทักทาย (เรื่องดุ ว่ากล่าวอย่างรุนแรง - อย่ามี แต่ขอให้มีการ เสริมแรงจูงใจภายหลัง และรางวัล) เป็นประจำ แล้วถามถึงการบ้าน บางครั้งก็ช่วยสอนอธิบายการบ้านด้วย แกจะทำการบ้านได้ และอยากไปโรงเรียน และรู้สึกขอบคุณคุณอาอยู่ในใจ ที่ช่วยเหลือแกให้ได้รับความสำเร็จ

สรุปว่า คุณอาต้องช่วยสวมวิญญาณครูแล้วล่ะตอนนี้ มีการเตรียมการสอน เตรียมกิจกรรม และเตรียมตัวที่จะใช้ความอดทนยิ่งขึ้น

หวังว่าคงทำได้สำเร็จในไม่ช้า
ด้วยความยินดีครับ

คุณลุงใหญ่


back
+++++++++++++++++++++


จะเลือกรร.อนุบาลแนวไหนให้ลูกดีคะ



ลูกกำลังจะเข้าเรียนอนุบาลในปีการศึกษาหน้า แต่ไม่ทราบว่าจะเข้ารร.แนวใดดี เพราะเป็นจุดเปลี่ยนหักเห ของการปฎิรูปการศึกษา กำลังจะตัดสินใจให้เรียนรร.แนว ใหม่ ( แถวบางมด ) แต่ก็ยังลังเล จะเลือกรร.อย่างไรดีใน ปัจจุบันซึ่งมีหลายแนว

1 ปฎิรูปหลักสูตรใหม่อย่างสิ้นเชิง
2 กำลังปฎิรูปครึ่งๆกลาง
3 รร. อินเตอร์
4 รร.แนวเก่าที่เน้นท่องจำวิชาการ เพื่อมุ่งไปสู่การชิงชัยชนะในการ เอนทรานซ์

รร.แถบบางมดดังกล่าวจะสอนอ่านเขียนเมื่อขึ้นป. 1 ซึ่งถ้า เลือกแนวนี้ก็จะหมดโอกาสสอบเข้าป. 1 ที่อื่น กรุณาช่วยบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบด้วยค่ะ

Woradanu


**ตอบคุณแม่ "จะเลือกโรงเรียนอนุบาลไหนให้ลูกดีคะ?"
ยินดีครับ หากความคิดเห็นใดตรงกับใจของคุณแม่ และมีเหตุผลก็เชิญพิจารณานะครับ ส่วนข้อดี ข้อเสียจะพูดโดยรวมๆ

ลูกกำลังจะเข้าเรียนอนุบาลในปีการศึกษาหน้า คุณแม่เป็นห่วงกังวลว่าจะให้เข้าเรียนรงเรียนแนวไหนดี ครับ เรื่องนี้น่าเห็นใจจริงๆ แต่ไม่ต้องกังวลมากครับ ก่อนอื่น ขอถามว่า คุณลูกได้เรียนเตรียมอนุบาลมาจากไหน เพราะหากไม่ได้เรียนมาก่อน ก็น่าจะไปฝากเรียน เตรียมอนุบาลในเวาลานี้ก่อนได้ เพราะโรงเรียนเตรียมอนุบาล หรือ Nursery นั้น เขายินดีรับอยู่แล้วไม่ว่าต้นปี กลางปี

ผลดี ก็คือ คุณลูกจะได้เตรียมพัฒนาการก่อนถึงเวลาเรียนอนุบาล พอไปเรียนก็จะ "พร้อม" มากกว่า ผู้ไม่เคยผ่านกระบวนการนี้แน่นอน

แต่หากคุณลูกเรียนอยู่ ก็เบาใจได้เลย เพราะเด็กได้รับการพัฒนาการทั้ง กาย, อารมณ์, สังคม และสติปัญญามาบ้างแล้ว

ส่วนแนวใดที่จะเลือกให้คุณลูกนั้น ฟังดู คุณแม่ก็ได้ติดตามข่าวคราว การเคลื่อนไหวในวงการศึกษามาตลอดจึงพอจะมีข้อมูลบาง อย่างประกอบการตัดสินใจให้ลูก จึงขอเสนอความคิดกลางๆ คือ

1) ปฎิรูปหลักสูตรใหม่อย่างสิ้นเชิง ข้อนี้ก็คงเน้น การจัดการเรียนการสอนแบบเด็กเป็นศูนย์กลาง และให้ผู้เรียนมีความสุขใน การเรียนมากที่สุด ซึ่งโดยแท้จริงนั้น การที่เด็กมีความสุขกับการเรียนนั้น เด็กได้รับความรู้ควบคู่กับความสุข ซึ่งน่าจะดีที่สุด แต่พูดง่าย ทำยาก คือการเรียนการสอน ครูโดยทั่วไปมักจะยึดครูเป็นศูนย์กลาง หรือยึดรักษาการเป็นศูนย์กลาง เด็กก็จะเรียนแบบถูกบังคับ เคี่ยวเข็ญ เร่ง ลากถูลู่ถูกังไปตามอารมณ์ ความต้องการของครู - หรือผู้ปกครอง ผลก็คือ เด็กเครียด ไม่มีความสุข แต่เด็กไม่มีโอกาสแสดงออก หรือโต้แย้ง โต้เถียง เขาจึงจำเป็นต้องทำตาม หากมีพัฒนาการต่างๆ ดีพอสมควรก็เบาใจหน่อย แต่หากตรงกันข้ามก็หนักใจแทน

2) รร. ปฎิรูปครึ่งๆ กลางๆ ก็คงแบบ ข้อ 1 เพียงแต่ลดระดับความเข้มลงมา

3) รร.อินเตอร์ ใช้ภาษาต่างประเทศ (มีมากขึ้นๆ ) ก็คิดว่าดี ถ้าจะให้เขาเรียนต่อระดับสูงๆ และได้ภาษาควบคู่ไปด้วย

4) ส่วน รร. มุ่งเพื่อให้เอนทรานซ์ต่อไป ก็ต้องดู "กำลัง" ของลูกว่า มีความพร้อมแค่ไหน ถ้าเห็นว่าพร้อมพอสมควรก็ได้ ซึ่งก็ตรงกับคุณแม่หลายๆ คนที่หวังให้ลูกเข้าเรียนต่อในโรงเรียนที่มีชื่อ…

คุณลุงใหญ่


back
+++++++++++++++++++++


ควรเปลี่ยนโรงเรียนดีหรือไม่


ขอรบกวนด้วยนะคะ ลูกอายุ 2 ขวบ
(มีความจำเป็นต้องไปโรงเรียนแล้วค่ะ) ปัญหาดูไม่น่ายากแต่คิดไม่ตกค่ะ รร.ปัจจุบัน - ลูกมีความสุขดี ร้องไห้แค่อาทิตย์เดียว คุณครูดูก็รักเด็กดี แนวการสอนวอลดอร์ฟ ซึ่งเจ้าของมีความตั้งใจสูงมาก รร.ยังกำลังอยู่ในระหว่างเริ่มต้นเพราะเพิ่งเปิด ครูจะอายุน้อยเพิ่งจบ แต่รร.จะคัดเลือกที่ใจดี มี ตั้งแต่ เตรียมฯ อ.จนถึงป 6 แต่ขณะนี้มีแค่ เตรียม - อ1. อ1-อ3 จะมีครูคนเดียวเพราะเป็นระบบเรียนคละ จะไม่เน้นวิชาการเลย ไม่มีการเขียนหนังสึอจนกว่าจะ ป1. จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากนิทาน ร้องเพลง กิจกรรม และธรรมชาติ และรร.จะส่งครูให้ไปเรียนวิชาต่าง ๆ ดูงานต่างประเทศเป็นเดือนแทบทุกคน ดูแล้วก็ดีนะคะ

แต่ทำให้ครูไม่มีเวลาให้กับผู้ปกครอง ไม่มีการทำการบันทึกพัฒนาการเด็ก ทั้งที่ขอให้ช่วยส่งให้ทุกเดือน ลูกได้รับอุบัติเหตุหลายครั้ง (แรงพอสมควร) ไม่รวมหกล้ม ถลอก พูดกับครูแล้วให้เปลี่ยนแปลงบางอย่างแต่ไม่ได้ผล จึงเข้าพบครูใหญ่ จึงมีการเปลี่ยนแปลง จึงคิดว่าน่าจะทำให้ครูของลูกรู้สึกไม่ดีต่อเรา แต่ไม่น่าจะกระทบไปถึงลูก ดูแล้วแกก็ดี

รร.ใหม่ - ไปดูมาแล้วค่ะ เป็นการสอนแนวใหม่เหมือนกัน คือ มีสื่อต่าง ๆ เอาชีวิตประจำวันมาสอน ไม่ใช่ระบบท่องจำ ที่ชอบคือใช้แนวพุทธศาสนามาสอน อนุบาลที่นี่มีวิชาการแล้ว (แต่ไม่มีสอบ ไม่มีการบ้าน) มีภาษาอังกฤษ ว่ายน้ำ นี่คือสิ่งที่กังวลว่าจะหนักไป เพราะ รร.เดิมจะไม่มี แต่ รร.นี้มีรายงานเด็กถึงผู้ปกครองทุกวัน มีกิจกรรมโดยเชิญผู้ปกครองบ่อย ที่กังวลคือคุณครูคนต่อไปของลูกค่ะ ช่วยคิดด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ

Sdporn



**ตอบคุณแม่ลูกชาย 2 ขวบ คิดไม่ตกว่า "ควรเปลี่ยนโรงเรียนจะดีหรือไม่?"
ด้วยความยินดีครับ หากความเห็นพอจะเป็นแนวในการตัดสินใจ ก็เชิญครับ แต่หากไม่ตรงกับความคิด ก็ขอให้ผ่านไป….

คุณลูกอายุ 2 ขวบ คงจะอยู่ชั้นเตรียมอนุบาล ซึ่งอายุ 2 ขวบนี้ ก็เหมาะสำหรับการเตรียมความพร้อมในการเรียนอนุบาลต่อไป ความพร้อมส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่ ความเจริญเติบโตของร่างกาย กล้ามเนื้อ ประสาทสัมผัส ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า พัฒนาการทางกาย

ส่วนพัฒนาการอื่นๆ ก็ได้มาด้วยในการมาอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ นั่นก็คือ -- พัฒนาการทางด้านสังคม การมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น, - พัฒนาการทางอารมณ์ ที่จะต้องได้รับการพัฒนา เช่น การแสดงออกทางอารมณ์ เช่น รื่นเริง สนุกสนาน ดีใจ หัวเราะ - ส่วน - พัฒนาการทางด้านสติปัญญา เด็กวัยนี้คงไม่เน้นมากนัก เพียงแต่เล่น สนุกกับเกมภาษา, เกมคณิต, เกมนิทาน - และเพลงสนุกๆ ง่ายๆ ไม่มีการบังคับขีดเขียน เอาจริงเอาจังอะไร หลักทั่วไปก็คงจะเป็นอย่างนี้

โดยเฉพาะตามแนวการเรียน การสอนวอลดอร์ฟ จะเน้นการให้ความรัก ความอบอุ่น และความสุขของเด็กมากที่สุด ส่วนแนวอื่นๆ ก็จะเน้นความพร้อม ความรัก ความสุข เช่นกัน แต่อาจจะเน้นไปทางแนวการเรียนรู้ อ่านเขียน เรียนเลขบ้าง แต่ไม่ใช่บังคับ และให้ความรู้แบบเด็กเป็นศูนย์กลาง จึงพูดโดยภาพรวม สถานเตรียมอนุบาล (Nursery) โดยทั่วไปดี

จากที่ท่านเล่ามา ก็น่าจะให้ลูกเรียนต่อไปในโรงเรียนนี้อีกได้ แต่ข้อเสีย เช่น: ครูไม่มีเวลาให้กับผู้ปกครอง ไม่มีการทำบันทึกการพัฒนาการ และการได้รับอุบัติเหตุหลายครั้ง ก็คงจะต้องให้ผู้ปกครองไปพบครู และให้ผู้บริหารโรงเรียนไปคุยด้วย ไม่ใช่ไปตำหนิ เพียงแต่ขอร้องให้ รร. ทำบันทึกว่า (ซึ่งโดยปกติทุกรร. มีแบบฟอร์มอยู่แล้ว) เล่าเรื่องการพัฒนาการให้ฟังบ้าง ก็ไม่น่าจะยุ่งยากฝ่ายครูแต่อย่างใด ส่วนการเกิดอุบัติเหตุ ก็ขอให้พูดทำนองฝากๆ ให้ดูแลหน่อย เผื่อว่าน้องหนูแกจะซนไปบ้าง พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู โรงเรียน ร่วมมือประสานกัน ปัญหาก็จะไม่มี และหากมีก็แก้ไขได้

สรุป ถ้าลูกอยู่ที่ใดมีความสุขดี คุณแม่ก็คงจะมีความสุขไปด้วย จึงเลือกที่ใดก็ได้ ขอให้ทั้งคู่มีความสุขเป็นดีที่สุด

คุณลุงใหญ่


back
+++++++++++++++++++++


"ลูกชอบทะเลาะกัน"


ขอเรียนถามดังนี้ค่ะ คือ ลูกสาว 2 คน คนโตอยู่ชั้นอนุบาล 3 ส่วนคนเล็กอยู่ชั้นอนุบาล 1 อยู่ด้วยกันมักจะพูดจาแหย่กัน แย่งของสิ่งเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ของจะซื้อให้ทั้งคู่ จนกระทั่งทะเลาะกัน และพูดจาหยาบคาย เช่น บ้า เป็นต้น ซึ่งดิฉันคิดว่าลูกเคยได้ยินจากเพื่อนที่โรงเรียนพูด ดิฉันพร่ำสอนก็ไม่ได้ผล และทำโทษบ้างตามแต่เห็นสมควร ไม่ทราบว่าจะติดนิสัยไปจนโตหรือไม่ และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ดิฉันจะรอคำตอบค่ะ
ขอแสดงความนับถือ
ดวงหทัย ลิ้มพันธ์อุดม

เรียนคุณดวงหทัย
เรื่องคุณลูกๆ ทะเลาะกันเป็นเรื่องที่ทุกครอบครัวพบเห็นกันเป็นประจำ แต่ส่วนใหญ่การทะเลาะจะไม่ร้ายแรง และไม่ยั่งยืนอะไร และมักจะเป็นช่วงที่เล่นด้วยกัน เมื่อได้รับของเล่นจากพ่อแม่ หรือใครคนหนึ่งมีของเล่น แล้วอีกคนหนึ่งไปแย่ง หรือประเภทที่หวงของเล่นมากๆ แม้ของเล่นของตัวเองเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้เล่นในช่วงนั้น แต่พอมีคนอื่นไปเอามาเล่น ก็จะไปแย่งคืน ดูๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ก่อความรำคาญให้กับพ่อแม่ หรือคุณครูที่โรงเรียนอยู่เสมอๆ

ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งคุณแม่ หรือคุณครูจะต้องพร่ำสอนในเรื่องนี้ เพราะคุณพ่อคุณแม่ เป็นครูคนแรกของลูก

"พ่อแม่มีหน้าที่อบรม เลี้ยงดูบุตร"
"ครูมีหน้าที่สั่งสอน อบรมศิษย์"


ทั้งครูและพ่อแม่ต่างก็มีหน้าที่สำคัญคือ อบรม ด้วยกันครับ

เมื่อลูกน้อยยังเป็นทารกแบเบาะ พ่อแม่ก็จะสนใจดูแลด้านความเจริญ เติบโต แต่เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อลูกอายุมากขึ้น เด็กก็จะเกิดความต้องการหวงแหน หรือเป็นไปตามแรงขับตามหลักจิตวิทยา (ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ยิ่งต้องการมาก หวงมาก) พ่อแม่ (ครู) จึงจำเป็นต้องฝึก (สอน) ให้ลูกเป็นเด็กที่มีน้ำใจ ค่อยๆ พูด ค่อยๆ ให้เหตุผล และไม่ใช่ครั้งเดียว ต้องเพียรพยายามทำบ่อยๆ ซ้ำๆ เมื่อลูกรู้จักแบ่งของเล่น ก็ชมเชย ตบมือ ให้รางวัล และเน้นว่าเป็นคนใจดีอย่างนี้เป็นต้น

เด็กเรียนรู้ไว้ พฤติกรรมของเขาก็จะเปลี่ยนไปในที่สุด สิ่งสำคัญก็คือ อย่าถึงขั้น บังคับ ทำโทษ โกรธตอบ เพราะจะทำให้เด็กเครียด, กลัว ฯลฯ

สร้างสรรค์ความเข้าใจต่อกัน ก็จะเป็นสุขกันทั้งบ้านครับ

คุณลุงใหญ่


back
+++++++++++++++++++++




ขอความเห็นเรื่อง: การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต กับการเรียนครับ"


ส่วนดีของมัน ก็คงเป็นที่ทราบดีกันแล้ว
ผมอยากขอความเห็น ในแง่มุมที่เป็นข้อเสียหรือข้อควรระวังของการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต อันเกี่ยวกับการเรียนของเด็กนักเรียนและนักศึกษา(ทั้งนี้คงไม่ต้องกล่าวถึง ข้อเสียที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว เช่น การใช้เล่นเกมส์ที่รุนแรงหรือนานเกินไป การ Chat,เว็บไซด์ลามก ฯลฯ)

ขอให้ท่านได้โปรดแสดงความคิดเห็นของท่าน เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดซึ่ง เป็นประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้อง ใช้เป็นแนวทางและหาวิธีแก้ไขต่อไป

ส่วนผมประสบด้วยตัวเองกับลูกชาย ซึ่งเรียน ชั้น ป.5 เริ่มต้นจาก ตัวผมแนะนำให้ลูกลองเข้าค้นคว้าใน Internet เพื่อทำรายงานหัวข้อเรื่อง "โครงการในพระราชดำริ"ส่งครู เมื่อหาจนพบ ก็พบว่ามีรายละเอียดโครงการฯเป็นจำนวนมาก ก็ให้ลูกเลือกสัก 1 โครงการ และผมก็ได้แนะนำวิธี copy เพื่อนำไปใช้งาน (ลูกรู้จักใช้ MSword) โดยย้ำว่า หลังจากพิมพ์เป็นรายงานแล้ว จงอ่านรายงานนั้นให้รู้และเข้าใจ ก่อนส่ง

จากนั้นผมก็ปล่อยให้จัดการงานเอง ตัวผมก็ไปทำธุระ กลับมาอีกครั้งปรากฏว่า เขาพิมพ์ออกมาถึง 10 โครงการ และดูว่า ลูกภูมิใจมาก (ลูกคนนี้หน้าใหญ่)

ซึ่งตรงข้ามกับผม ที่รู้สึกว่ามาผิดทางเสียแล้ว เพราะลูกไม่มีทางได้ความรู้อะไร จากสิ่งที่เขาผลิตออกมา นอกจากเพิ่มความชำนาญ Computer มากขึ้น แต่ขณะนั้นก็ยังไม่อยากทำลายความภาคภูมิใจของเขาในขณะนั้น และรอดู ผลหลังจากส่งงานคุณครู ในวันรุ่งขึ้นตอนเย็น ลูกบอกว่าครูชมว่ารายงานดีมาก (คุณครูอาจไม่ทราบว่าเขาได้มันมาอย่างไร)

จากเรื่องนี้ผมเห็นว่ามีข้อควรระวัง เกี่ยวกับการใช้ computer และอินเตอร์เน็ต ส่วนตัวผมคงต้องคิดให้รอบคอบ ก่อนที่จะแนะนำลูกให้ใช้ใช้ IT และเพิ่มเข้มงวดกับการใช้เครื่องทุ่นแรง ผิดๆแบบนี้ ส่วนข้อเสียที่ผมเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์นี้ คือ

1.เด็กจะไม่สนใจเนื้อหาของงานตามจุดประสงค์ที่ควรจะได้รับ แต่กลับให้ความสำคัญกับปริมาณและความสวยงามมากกว่า และก็จะไม่ได้ความรู้ในวิชาฯ นอกจากได้ความชำนาญในการใช้ computer เท่านั้น

2.คุณครูอาจสำคัญผิด และยกย่องนักเรียนที่ทำผลงาน ตามข้อ 1. ก็จะทำให้เด็กคนนั้นหลงทาง และเป็นที่อิจฉาเกลียดชังของเพื่อนๆ ซึ่งเรื่องนี้ผมต้องรีบไปทำความเข้าใจกับคุณครู

ข้อควรระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยหลักๆของผมก็มีเท่านี้ ท่านผู้ใดเห็นว่า ประเด็นนี้น่าเป็นห่วง และมีข้อคิดเห็นอื่นใด ได้โปรดแสดงความเห็น เถอะครับ ผมคิดว่าทุกความเห็นและประสบการณ์มีส่วนช่วยให้ลูกหลานเรา ใช้ประโยชน์จาก IT ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่หลงทางไป จนเราตามเขากลับมาไม่ได้
ขอบคุณครับ

จักร ์



ตอบคุณจักร์ : การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต กับการเรียนครับ


ขออภัยที่ตอบช้าไป (ไปประชุมต่างจังหวัดเพิ่งกลับมาครับ)

จากการที่คุณพ่อจักร์กังวลอยู่ จึงขอแสดงความคิดเห็นด้วย ดังนี้

1 เด็กกำลังมีความภาคภูมิใจ คุณพ่อก็น่าจะยินดีที่ลูกสามารถทำได้ เพียงแต่ให้ข้อคิดว่า ให้เล่น/ทำแต่เพียงพอดีๆ และให้ใช้เครื่องอยู่ในห้องที่คุณพ่อคุณแม่แลเห็นอยู่ด้วย จะได้เตือนว่า พอแล้ว ดึกแล้ว เข้านอนได้แล้ว - เปรียบเหมือนเด็กติดทีวี การ์ตูนนั่นแหละครับ ดู/เล่น มากเกินไป ก็ไม่ดี

2 เรื่องทำความเข้าใจกับคุณครู ผมเห็นว่าถูกต้อง บอกความจริงให้ทราบ และขอความร่วมมือจากคุณครูด้วย

3 คุณพ่อ เข้าใจตรงกับผมที่ว่า เด็กภูมิใจกับ "ปริมาณ" แต่เนื้อหา - ความเข้าใจ ไม่มี หรือมีน้อย ก็เสมือนเราเห็นเด็กนั่งอ่านหนังสือแบบเรียนเป็นเล่มๆ อ่านไป เปิดไป อ่านได้หลายหน้า หลายบท พอถามว่า ที่อ่านอยู่ อ่านเรื่องอะไร เล่าให้ฟังซิ เด็กก็เล่าไม่ได้ เพราะได้ "ปริมาณ" อย่างเดียว "คุณภาพไม่มี" จึงต้องค่อยๆ ชี้แจงกับเด็กว่า แม้ได้ปริมาณน้อย แต่ก็รู้เรื่องราวหมดจะดีกว่า

4 ข้อเสียที่มีผู้แสดงความคิดเห็นไว้มี ดังนี้ คือ เป็น ครูเครื่องจักร Teaching Machine แ ไม่ใช่ครูธรรมดาอย่างพวกเรา จึงไม่สามารถปฏิสัมพันธ์ได้ทุกข้อกระทงความ พ่อแม่จึงต้องช่วยเป็นครูเพิ่มเติมให้ด้วย

5 ข้อดีมีมากกว่าข้อเสียแน่นอน จึงเห็นสมควรส่งเสริมต่อไป แต่เด็กป. 5 อายุเพิ่ง 10-11 ขวบ ก็ต้องอยู่ในความควบคุมดูแลครับ

6 ลูกฉลาดได้ IQ = เด็กเก่ง
เพิ่มเติมความดีงามเข้าไป EQ = เด็กดี
และมีความสุข ก็จะได้ MQ
ขอให้ "ลูก" ได้ทั้ง 3 อย่างครับ

คุณลุงใหญ่


top       หัวข้อคำถาม       หน้าที่ 1




visit our sponsor
visit our sponsor


Home | ข่าวสุขภาพ | การตั้งครรภ์-การคลอด | การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ | ทารกแรกเกิด - ๑ ขวบ
เด็กวัย ๑-๕ ขวบ | Working Mom | การเงินในครอบครัว | สาระน่ารู้ภายในบ้าน | Dad's Corner


maeaom@hotmail.com
Thaiparents.com 2000
All rights reserved